SC ฟุ้งยอดสุทธิเยี่ยมชมโครงการเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% พร้อมด้วยเดินหน้าเนรมิตออฟฟิศใหม่

scฟุ้ง

scฟุ้ง

เอสซีฯ  9 เดือน มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 20% ทั้งรายได้พร้อมทั้งกำไรสุทธิ มั่นใจทั้งปีรายได้ตามเป้า 12,000 ล้านบาท พร้อมกับเดินหน้าอาคารสำนักงานแห่งใหม่ เอสซี แอสเสท มีโครงการเหลือขายในพอร์ต 32 โครงการ มูลค่า 24,650 ล้านบาท เปรยดัชนีความเชื่อผู้บริโภคเริ่มจะปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ทั้งหมดโครงการทุกระดับราคาภายใต้แบรนด์เอสซีฯ ผู้เยี่ยมชมเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% โดยเฉพาะในโครงการบ้านที่ระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC แถลงถึงความสำเร็จของผลประกอบการภายใต้นโยบายการเติบโตอย่างยั่งยืน สรุปผลประกอบการ 9 เดือน บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท เติบโต 21% เพราะว่าเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 8,191 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท และยอดขาย 6,095 ล้านบาท เช่นนี้ ในปีนี้เอสซีฯ มีรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม 6 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกับสัดส่วนสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ไตรมาส 3 ที่ข้ามมานี้ มีการเปิดพรีเซลส์โครงการใหม่ เอสซี แอสเสท ระดับพรีเมียม 3 โครงการ คือ 1. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 28 ไร่ มูลค่าโครงการ 830 ล้านบาท เริ่มแรก 7-10 ล้านบาท 2. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด วงแหวน-พระราม 9 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 45 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท เริ่มต้น 5-8 ล้านบาท 3. โครงการเวิร์คเพลส ราชพฤกษ์-จรัญฯ โฮมออฟฟิศดีไซน์ใหม่ มูลค่าโครงการ 720 ล้านบาท ราคาตั้งต้น 4.99-12 ล้านบาท ประจุบันทั้ง 3 โครงการได้รับการรองรับที่น่าพอใจ สร้างยอดขายรวมกันประมาณ 400 ล้านบาท ด้วยเหตุว่าตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น สะดวกสบาย พร้อมกับมีการออกแบบที่ทดแทนในเรื่องฟังก์ชันได้ครบถ้วน ตามหลักคิด 5 จุดขายหลักของเอสซีฯ

นายณัฐพงศ์ สรุปเพิ่มเติมถึงความรุดหน้าของอาคารสำนักงานแห่งใหม่  เอสซี แอสเส  กำลังพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานแห่งใหม่ บนถนนพหลโยธิน ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ปัจจุบันโครงการได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อย กับได้เริ่มงานเสาเข็มเจาะแล้ว เก็งว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างราว 2 ปี แล้วเสร็จต้นปี 2560 เป็นอาคารสูง 24 ชั้น พร้อมกับชั้นใต้ดิน 1 ชั้น รวมพื้นที่อาคารสำนักงานประมาณ 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,170 ล้านบาท ธุรกิจอาคารสำนักงานเพื่อเช่า ปัจจุบันอุปสงค์เติบโตเร็วกว่าอุปทานเห็นได้จาก occupancy rate กับอัตราค่าเช่า มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ ปีต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเมื่อพิจารณาควบคู่กับปัจจัยบวกจากการเปิด

“อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ไขคำตอบ “Looking Forward อนาคตไทยปี 58″ปั๊มเศรษฐกิจไทย

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

เศรษฐกิจไทยปี 58 จะเกี่ยวโยงกับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งยังไง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมทั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจพร้อมด้วยสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไขคำตอบบนเวทีสัมมนา Looking Forward อนาคตไทยปี 58 งานส่งท้ายปีของ “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา

เศษฐกิจในประเทศไทยพัฒนามาโดยตลอด เพราะว่ารัฐทำหน้าที่เป็นตัวแปรให้เศรษฐกิจเติบโต ครั้นเมื่อมีการลงทุนภาครัฐสูง จะสร้างความคึกคักให้กับเอกชน ประชาชน ปลูกแรงดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน หลังปี”40 ขยายตัวสูง 2 ช่วง ในปี 46 และปี 53 เพราะมีการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

“ปี 40 ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ภาคเอกชนลงทุนขยายอุตสาหกรรมพร้อมทั้งการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐที่สูงที่สุด อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 6 ปี 30-34 สืบไปมาถึงฉบับที่ 7 ปี 35-39 มีโครงการพัฒนาประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานมาก ตัวอย่างเช่น ถนน 4 เลน ทางรถไฟ ท่าเรือแหลมฉบัง กับท่าเรือมาบตาพุด”

ในเขตเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศไทย Looking Forward อนาคตไทยปี 58 อาจจะตามหลัง สิงคโปร์ มาเลซียขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ได้ขยับมากขึ้นเท่าไร ปัจจัยที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การใช้จ่ายเงินงบประมาณ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของคนพร้อมทั้งเทคโนโลยีค่อนข้างมาก

เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน “อาคม” บอกว่า ใน 8-10 ปี กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการ 5 แผนงาน เช่น

1.รถไฟระหว่างเมือง นอกจากปัจจุบันความเร็วเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 20 กม./ชม.หากปรับปรุงเปลี่ยนหมอนรางรถไฟ ลดจุดตัด ทำความเร็วได้เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มทางคู่

2.ปรับปรุงการขนส่งสาธารณะแก้การจราจรในกรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้า 10 สาย รถขสมก. ถนนพร้อมกับสะพาน โดยคมนาคมวางแผนสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ตัวอย่างที่ดีคือสาทรโมเดล มีบริษัทเอกชนที่อยู่ถนนสาทรร่วมมือกับรัฐกับเอกชน ลดปริมาณรถเข้ามาในถนนสาทรได้

3.ถนนเชื่อมทางเศรษฐกิจพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมาเลเซีย-ไทยเป็นประเทศคู่ค้าที่ต้องใช้เส้นทางผ่านด่านมากที่สุด แต่เมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มาเลเซียไม่ได้ค้าขายกับไทยเท่านั้น ด้านพื้นฐานการผลิตจึงเน้นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดนเป็นอันดับแรก ต้องฟื้นฟูรางรถไฟ พื้นที่เพื่อเชื่อมเส้นทางการค้า

4.ทางน้ำเริ่มจากการสะสางภาพรวมท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 19 ท่าให้ปลอดภัย ทุกท่าเรือให้เหมือนสนามบินพร้อมด้วยสถานีรถไฟ เพราะการโดยสารทางเรือประหยัดพร้อมกับตรงเวลา อีกทั้งทำทางเชื่อมเรือไปยังสถานีรถไฟฟ้า ด้วยว่าความสะดวกของผู้โดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย

5.ฟื้นฟูขนส่งทางอากาศ จะพัฒนา 3 สนามบิน หมายความว่าสุวรรณภูมิ ดอนเมือง พร้อมด้วยอู่ตะเภา

สำหรับรถไฟระหว่างเมือง จากทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่ เส้นที่ประมูลได้ทันทีคือฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย เป็นการขนส่งสินค้าภาคกลางไปจนถึงอีสาน จะเชื่อมต่อไปที่ลาดกระบัง จะประมูลกลางปี”58 มีจิระ-ขอนแก่น กับประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร อยู่ระหว่างทำอีไอเอ เช่น ลพบุรี-ปากน้ำโพ, นครปฐม-หัวหิน, มาบกะเบา-จิระ หากทำตามแผนจะเพิ่มเส้นทางของรถไฟได้กว่า 900 กม. พร้อมด้วยมีอีก 8 เส้นทางจะออกแบบในปีหน้า ประมูลปลายปี”59 เช่นเดียวกับ ขอนแก่น-หนองคาย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-สงขลา

การจราจรในกรุงเทพฯเป็นเรื่องรถไฟฟ้า 10 สาย จะเร่งรัด 4 สายที่กำลังสร้าง มีสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) สีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) สีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) สีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ส่วนสายใหม่ที่จะเร่ง มีสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) จะสร้างปี”58-59 และเตรียมประมูล มี 6 สาย เป็นต้นว่า สีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ชมพู (แคราย-มีนบุรี) เหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) เชื่อมแอร์พอร์ตลิงก์ (สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง)

สีแดง (บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง) กับสีแดง (รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์) ออกแบบเพิ่มสีน้ำเงินต่อขยาย (บางแค-พุทธมณฑลสาย 4)

ด้านถนนจะขยายเป็น 4 เลน Looking Forward อนาคตไทยปี 58 เน้นการเข้าสู่พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ส่วนการขนส่งทางน้ำ จะพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังมีศูนย์กลางขนส่งตู้สินค้าไว้ที่ท่าเรือรองรับสินค้าที่เพิ่มขึ้นพร้อมทั้งการจราจรหนาแน่นและพัฒนาท่าเรือชายฝั่งท่าเทียบเรือA จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็ว ๆ นี้ ส่วนอากาศมีขยายสุวรรณภูมิ อย่างกับ เพิ่มทางวิ่ง ส่วนภูเก็ตจะสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่ ลดความหนาแน่น

เพราะว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ นำร่อง 5 พื้นที่ คือว่าแม่สอด มุกดาหาร อรัญประเทศ คลองใหญ่ พร้อมทั้งสะเดา-ปาดังเบซาร์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เห็นชอบพื้นที่เพิ่มเติมทั้ง 5 เขตแล้ว รัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้นว่า ถนน สนามบิน รถไฟ ด่านศุลากรไปรองรับเหมือนเขตเศรษฐกิจที่ต่างประเทศ เช่นเดียวกับ จีน

ด้วยว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทยอาจมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ครบทุกด้าน บางพื้นที่ไม่มีสนามบิน แต่ต้องสะดวกให้มีทางด่วน ทางรถไฟเข้ามาแทนที่ การชักจูงเข้าแรงงานต่างด้าวมาทำงานได้รับการอำนวยความสะดวกจากรัฐ มีทั้งที่เข้าแบบเช้าไปเย็นกลับ ตามฤดูกาล เข้ามาทำงานแบบมีสัญญาระยะยาว 1 ปี หรือ 3 ปี จะทำใบอนุญาตออกมาให้ ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษี การเป็นเขตเศรษฐกิจนั้นจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด

ขอย้ำว่า บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย Looking Forward อนาคตไทยปี 58 ในเรื่องของรถไฟอาจจะพัฒนาไม่เร็วมาก แต่ถนนสร้างได้เร็วกว่า และ โครงสร้างพื้นฐานนอกจากทางการกายภาพแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพในเรื่องของการแยกบทบาทของหน่วยงาน 3 เรื่อง หมายถึงนโยบาย (Policy) กำกับดูแล (Regulator) พร้อมกับปฏิบัติ (Operator) ออกจากกัน เช่นว่า ขสมก.ที่กำลังพิจารณาอยู่ แต่ที่จะเห็นชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้คือกรมการขนส่งทางราง จะแยกการลงทุนและการบริหารจัดการเดินรถออกจากกัน เนื่องด้วยให้เดินหน้าได้เร็วพร้อมกับเกิดการแข่งขัน อนาคตจะขยายไปยังการขนส่งทางอากาศ

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์” มองภาคอสังหาฯ ภาพเศรษฐกิจปี58 ยังไม่บูม

ภาคอสังหาฯ ระวังลงทุน มองภาพเศรษฐกิจปี58 ยังไม่ดีมาก-1

ภาคอสังหาฯ ระวังลงทุน มองภาพเศรษฐกิจปี58 ยังไม่ดีมาก-1

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์” วางแผนธุรกิจแบบระวัง  อสังหาฯปีหน้ายังไม่บูม “เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง”คาดหมายราคาบ้านขยับ 10% เหตุต้นทุนพุ่ง

นายอดิศร ธรนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอ อสังหาฯปีหน้ายังไม่บูม ช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ผู้ประกอบการจึงชะลอเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดมิเนียม ประมาณการว่ามูลค่าโครงการจะหดตัวมากกว่า 10% จากปีก่อน แต่ธุรกิจฟื้นตัวดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง เริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2557

ส่วนปีหน้าเชื่อว่าจะโตดีกว่าปีนี้ แต่ไม่หวือหวาเพราะภาคอสังหาฯจะเติบโตในทิศทางเดียวกับอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยที่ยังไม่ดีมากนัก การส่งออกพร้อมทั้งบริโภคในประเทศยังชะลอตัว “หลายฝ่ายคาดการณ์จีดีพีปี 2558 จะโตราว 4% ผมมองว่าเป็นการมองโลกในแง่ดี เศรษฐกิจโตได้ 3% ผมก็แฮปปี้

ดังนั้น การวางแผนธุรกิจค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟ (รอบคอบ) เพราะว่าปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจ อสังหาฯปีหน้ายังไม่บูม  หลักๆ คือภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังไม่น่ากังวล หากจะปรับขึ้นน่าจะเป็นช่วงปลายปี” นายอดิศรกล่าว

นายอดิศรกล่าวถึงผลดำเนินงานของบริษัทว่า จะมียอดขายมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท โดย 9 เดือนที่ผ่านมามียอดขายแล้ว 2.6 หมื่นล้านบาท มีรายได้รวมทั้งการขายพร้อมทั้งเช่ามากกว่าเป้าที่ 2.7 หมื่นล้านบาทเล็กน้อย ส่วนปี 2558 ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ใกล้เคียงกับปีนี้ราว 21 โครงการ ทั้งกรุงเทพฯพร้อมทั้งต่างจังหวัด

นายอดิศรกล่าวถึง อสังหาฯปีหน้ายังไม่บูมกรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า อาจทำให้มีที่ดินออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินในต่างจังหวัด เนื่องจากราคาที่ดินปรับขึ้นช้า ทำให้คนที่ถือครองต้องระบายที่ดินออก แต่จะส่งผลกระทบน้อยกับที่ดินใจกลางเมือง เนื่องจากราคาปรับขึ้นเร็วกว่าอัตราภาษี

นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวม อสังหาฯปี 2558 ว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากการเร่งอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโครงการส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ กับส่วนกำลังซื้อเชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวด้วย มองว่าราคาบ้านคาดคะเนว่าจะมีการปรับตัวขึ้น 10% จากราคาต้นทุนค่าก่อสร้างที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น 3%

เอ็น.ซี.ฯ บุกตลาดโซนตะวันตก กทม.เปิดตัวสวยเดือนแรกขาย 100 ยูนิต

เอ็น.ซี.ฯ บุก

เอ็น.ซี.ฯ บุก

เปิดเผยที่ดินโซน กทม.ตะวันตกปรับตัวแรง  เอ็น.ซี.ฯ  ชี้เพชรเกษม ราคาพุ่งหลายเท่าตัว หลังได้รับปัจจัยบวกจาการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ศาลายา ราคาทะยานเท่าตัวหลังเซ็นทรั่ลเปิดให้บริการห้างสรรพสินค้า ชี้ 2 ปี ที่ดินย่านศาลายาราคาปรับขึ้นจาก 4 ล้าน เป็น 8 ล้านบาทต่อไร่  “เอ็น.ซี.ฯ”  ได้โอกาสดึงที่ดินสะสมผุด “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5”  โครงการบ้านเดี่ยวผสมบ้านแฝด-ทาวน์เฮาส์ 466 ยูนิต มูลค่า 1,600 ล้านบาท อธิบายเปิดตัวเดือนแรกยอดขายกระฉูดกว่า 100 ยูนิต ล่าสุด ยอดขาย 220 ยูนิต หรือกว่า 740 ล้านบาทแล้ว บอกแผนปี 58 ผุดโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ

นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน)  NCH กล่าวว่า การปรับตัวของราคาที่ดินโซนตะวันตกของ กทม.ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นอย่างเร็วภายหลังจากภาครัฐมีการเร่งการลงทุนขยายระบบสาธารณูปโภค เพราะว่าเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และการตัดถนนในเส้นทางใหม่ ทำให้ราคาดินในย่านถนนเพชรเกษมปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ราคาที่ดินในย่านถนนพุทธมณฑล ก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างสืบเนื่อง โดยเฉพาะทำเลย่านศาลายา ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดบริการโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลศาลายา ซึ่งส่งผลให้ราคาในย่านศาลายาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นกว่า 1 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนที่ดินของผู้ประกอบการปรับตัวเพิ่ม พร้อมด้วยส่งผลให้ราคาบ้าน พร้อมกับทาวน์โฮมในโซนปิ่นเกล้า พร้อมทั้งราชพฤกษ์ รวมทั้งพุทธมณฑล ปรับราคาสูงตามไปด้วย

“กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อบ้านเดี่ยวระดับ 5 ล้านบาท กับทาวน์โฮม 2 ล้านบาทต้นๆ ที่ต้องการบ้านเดี่ยวติดถนนบรมราชชนนีต้องขยับออกมาซื้อบ้านในพื้นไกลออกไป เนื่องจากราคาบ้านในพื้นที่เลียบถนนบรมราชชนนี มีระดับราคาสูงกว่างบที่ลูกค้ามี”

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ “เอ็น.ซี.ฯ” ตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงการบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปิ่นเกล้า-สาย 5 หลังจากที่บริษัทได้ซื้อที่ดิน จำนวน 65 ไร่ ติดถนนบรมชชนนี ใกล้กับถนนพุทธมณฑลสาย 5 เป็นแลนด์แบงก์สะสมที่ซื้อเข้ามาในช่วงปี 2555 ในราคา 4 ล้านบาทต่อไร่ เฉพาะในปัจจุบันราคาที่ดินปรับตัวมาอยู่ที่ 8 ล้านบาทต่อไร่ ทั้งนี้ เหมือนกันราคาที่ดินดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินใหม่ไม่สามารถพัฒนาบ้านเดี่ยวในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท พร้อมกับทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 2.5ล้านบาทได้ยาก แต่เนื่องจากบริษัทได้ซื้อที่ดินเข้ามาในช่วง 2 ปีที่แล้ว ทำให้มีต้นทุนที่ดินต่ำกับสามารถพัฒนาบ้านเดี่ยวในราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท พร้อมด้วยทาวน์เฮาส์ราคา 2 ล้านบาทต้นๆ ได้

นายรังสรรค์ กล่าวว่า โครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” บริเวณพุทธมณฑลสาย 5 ถือเป็นการก้าวเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของ เอ็น.ซี.ฯ ในโซนตะวันตกของ กทม. เป็นโครงการแรก ซึ่งภายหลังจากเปิดขายโครงการดังกล่าวปรากฏว่า ได้รับการตอบรับอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “บ้านฟ้า” เป็นอย่างดี เพราะว่าในเดือนแรกที่เปิดขายโครงการสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 100 ยูนิต ล่าสุด โครงการดังกล่าวมียอดขายแล้ว 220 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท

สำหรับโครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” มีพื้นที่ 65 ไร่ มีจำนวน 466 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 140 ยูนิต บ้านแฝด 118 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.9-5.1 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ 208 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท มูลค่ารวมโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท

“โครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” ถือว่าเป็นโครงการสุดท้ายที่ เอ็น.ซี.ฯ เปิดขายในปีนี้ ทำให้ ณ ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระห่างการขายรวม 12 โครงการ พร้อมทั้งคะเนว่าในปี 2558 จะเปิดการขายได้ 3 โครงการ ขระเดียวกัน ในปีหน้าบริษัทก็มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ เกี่ยวกับชดเชยโครงการที่จะปิดการขายในปีหน้าด้วย สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายแล้วกกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 2,800 ล้านบาท”

“ในปี 2558 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอย่างน้อย 3 โครงการ ในบริเวณ กทม.-ปริมณฑล ระดับราคาประมาณ 4-5 ล้านบาทขึ้นไป ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีแผนพัฒนาในต่างต่างจังหวัด ซึ่งคาดหมายในต้นปีหน้าจะเปิดโครงการคอนโดมิเนียม “ดิอามอง” เชียงใหม่ ในเฟสต่อเนื่องเพิ่ม”

 

นายรังสรรค์ กล่าวถึงแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2558 ว่า จะมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีกว่าปี 2557 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ประกอบกับการเร่งอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ดังนี้ มั่นใจว่าจะในปีหน้าผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่ชะลอการพัฒนาในช่วงปีที่ผ่านมา

 

เช่นนี้ จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ พร้อมกับขยายระบบขนส่งโดยเฉพาะรถไฟฟ้า ประมาณว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ในส่วนกำลังซื้อเชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวด้วยเช่นกัน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ในข่วงเวลาที่เหลือของปีนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว พร้อมกับคะเนว่าในปี 2558 ตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างแน่นอน สำหรับแนวโน้มราคาบ้านในปีหน้าเก็งว่าจะมีการปรับตัวขึ้น 10% จากราคาต้นทุนที่จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

อสังหาฯแนวรถไฟฟ้าปีหน้าเดือด คะเนแข่งขันรุนแรงนอกจากรายเล็กเดินแถวผุดโครงการชิงตลาด

อสังหาฯแนวรถไฟฟ้า

 อสังหาฯแนวรถไฟฟ้า

อสังหาฯชี้แจงรัฐลงทุนเมกะโปรเจคระบบราง ดันความต้องการที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้าโตไม่ขาดระยะ 3-5 ปี

“อสังหาฯแนวรถไฟฟ้าเดือด” คาดคะเนแข่งขันรุนแรงจากรายเล็กแห่เข้าตลาด ขณะรายใหญ่ดันโครงการใหญ่เพิ่มขึ้น

ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตีค่าบ้านที่ดินพร้อมด้วยคอนโดมิเนียมในแนวรถไฟฟ้า ขยายส่วนสืบเนื่องอีก 5 ปี ขานรับรัฐบาลเร่งลงทุนขนาดใหญ่ระบบราง ประเมินปีหน้าการแข่งขันรุนแรงขึ้น เมื่อผู้ประกอบการหน้าใหม่พร้อมด้วยรายเล็กเข้ามาชิงตลาด หลังจากรายใหญ่ครองตลาดมานาน

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “เมกะโปรเจ็กต์ระบบราง พลิกโฉมอสังหาฯไทย” จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในปี 2558 คาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้แค่ 5% จากปีนี้ หรือคิดเป็นมูลค่า 3.15 แสนล้านบาท จากปีนี้ที่ตลาดอสังหาฯคาดว่าจะติดลบ 11-14% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตามที่ยังมีแรงกดดันจากราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างติดต่อกัน ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตาม จนปัจจุบันไม่สามารถพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ราคา 1 ล้านบาทได้แล้ว ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภควิ่งตามไม่ทัน กลายเป็นปัจจัยลบทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯปีหน้าจะเติบโตไม่หวือหวา

ด้านภาพรวมการแข่งขันของตลาดอสังหาฯในปีหน้า ประเมินว่าจะรุนแรงมากขึ้น เพราะว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นผู้เล่นหลักในตลาด โดยจะเห็นภาพการพัฒนาโครงการใหญ่ๆ เพิ่มมากขึ้นกว่าปีนี้ รวมไปถึงกระแสการร่วมทุนและการเข้าซื้อกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) จะมีอยู่สืบไป ด้วยว่าพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน

ที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้าขยายตัว3-5ปี

ส่วนแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัย ในทำเลเกาะโครงการระบบราง โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า จะมีมากขึ้นไม่ขาดสาย เพราะว่าเก็งว่าจะเป็นแนวโน้มที่สร้างเติบโตให้กับตลาดอสังหาฯต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปีจากนี้

แต่ทั้งนี้ จะต้องขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายต่างๆ อย่าง กฎหมายผังเมืองที่จะต้องอิงระบบรางมากขึ้น จากปัจจุบันเน้นหนักพื้นที่เกาะเส้นทางคมนาคมบนถนนเป็นหลัก

สำหรับรายได้ของผู้ประกอบการในปีหน้า คาดหวังว่าจะได้รับอานิสงส์จากโครงการคอนโดมิเนียมที่เริ่มทยอยโอนในหน้า

กำลังซื้อโตน้อยกว่าราคาที่ดิน

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการพร้อมทั้งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงในการพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการอสังหาฯในระยะต่อไปคือ ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะที่ดินมีจำกัด ทำให้โครงการใหม่ที่เกิดขึ้นราคาขายสูงตามต้นทุน ซึ่งราคาที่ดินขึ้นเฉลี่ย 9-10% แต่เงินเดือนขึ้นเพียง 4-5% ต่อปี ทำให้ความสามารถในการซื้อติดลบ ต้องรอโครงการลงทุนภาครัฐทั้งรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ที่จะเปิดทำเลใหม่ให้ผู้ประกอบการไปพัฒนาพื้นที่

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องละเอียดรอบคอบมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พร้อมด้วยมีกฎหมายใหม่เพิ่มขึ้นมา อาทิเช่น กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ

รายย่อยชิงพัฒนาฯก่อนรายใหญ่

นายพีระพงศ์ จรูญเอก กรรมการบริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่กำลังขยับเข้าสู่รายกลาง กล่าวว่า เริ่มทำตอกเสาเข็มโครงการ ก่อนที่รถไฟฟ้าจะเริ่มพัฒนาโครงการ เกี่ยวกับต้องการดูดซับความต้องการก่อนผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยยอมขยับทำเลห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเข้าไป 300-600 เมตร หรือมากถึง 2 กม. เพื่อให้ทำราคาขายให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

“การพัฒนาโครงการอสังหาฯเกาะแนวรถไฟฟ้าสำหรับบริษัทจะต้องกลมกลืนกับความต้องการของคนท้องถิ่นที่มีความสามารถในการผ่อนไหว อาทิเช่น ยอมสร้างคอนโดมิเนียมห่างไกลรถไฟฟ้าเล็กน้อย เกี่ยวกับให้ราคาขายอยู่ในระดับ 1 ล้านบาทต้นๆ ต่อยูนิต ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มองว่าที่ดินในเมืองมีจำนวนจำกัด แต่บริษัทกลับมองว่ายังมีศักยภาพจำนวนมาก ส่วนใหญ่ทำเลจะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าพอประมาณ”

หมดยุคโขกราคาที่ดินแพงระยับ

นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะเฉพาะเกาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ประมาณการว่าจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากเหมือนกับในย่านในกลางธุรกิจ (ซีบีดี) ที่ทุบสถิติการซื้อขายราคา 1.7-1.8 ล้านบาทต่อตารางวา ด้วยว่าจะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยแพงขึ้นมาก หากมีการทุบสถิติราคาดังกล่าว ก็จะพัฒนาที่อยู่อาศัยในตลาดเฉพาะเท่านั้น

หวังว่าราคาที่ดินส่วนต่อขยายจะอยู่ที่ระดับ 6-7 แสนบาทต่อตารางวา สำหรับให้สามารถพัฒนาคอนโดมิเนียมในระดับราคา 2-3 ล้านบาทต่อยูนิต

แนะรัฐดูแลค่าโดยสารรถไฟฟ้า

ส่วนแนวโน้มการพัฒนาโครงการอสังหาฯเกาะแนวรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายนอกเมือง ส่วนใหญ่ยังคงอยู่บ้าน พร้อมกับเข้ามาทำงานในเมือง การจะพัฒนาคอนโดมิเนียมดได้อาจจะอยู่ระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อยูนิต ไม่ก็อาจจะเป็น 1 ล้านบาทต้นๆต่อยูนิต เช่นนั้น สิ่งสำคัญภาครัฐควรจะพิจารณาเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่ให้อยู่ในระดับสูงเกินไป เช่น 20 บาทตลอดสาย

นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีการแก้ไขกฎหมายการเวนคืนที่ดิน เกี่ยวกับให้สามารถนำที่ดินเกาะแนวรถไฟฟ้ามาปล่อยเช่า หรือไม่พัฒนาโครงการอสังหาฯได้ อย่างกับ พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่ให้เซ็นทรัลปล่อยเช่า 20 ปี มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และนำเงินดังกล่าวมาอุดหนุนค่ารถไฟฟ้า

นายวสันต์ กล่าวอีกว่า สมมติต้องการเห็นราคาคอนโดมิเนียมปรับตัวลดลงอีก 50% รัฐควรยกเลิกการใช้สัดส่วนที่ดินต่อพื้นที่ก่อสร้าง (เอฟเออาร์) เพราะเฉพาะในส่วนของพื้นที่จอดรถ เนื่องมาจากเมื่อโครงการอยู่แนวรถไฟฟ้า ก็ไม่จำเป็นต้องใช้รถในการคมนาคม

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 11:04

“กลุ่มมหพันธ์” โอดต้นทุนกระโจนเกือบ 10% ปีหน้าขึ้นราคาแน่หลังแบกรับมากว่า 2 ปี

“กลุ่มมหพันธ์” สุดอั้นต้นทุนไฟเบอร์ซีเมนต์กระโจนเกือบ 10% แต่สถานการณ์ตลาดไม่เอื้อ ต้องทนแบกภาระมากว่า 2 ปี ปีหน้าผู้ผลิตปรับขึ้นราคาแน่ พร้อมเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ “เฌอร่า” หวังส่งชิงแชร์ตลาด ตั้งเป้าหมายสินปี 58 เฌอร่ากวาดรายได้ 5,500 ล้านบาท ส่วนรายได้ทั้งกลุ่มตั้งเป้าไว้ที่ 8,500 ล้านบาท

   นางนิลุบล จิราพัฒนพงศ์ รองผู้อำนวยการบริหารตลาด บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่กลุ่มมหพันธ์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ในปีนี้ถือว่าชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และราคาสินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นมาเป็นลำดับ โดยแนวโน้มปีหน้าภาพรวมตลาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ ทั้งจากการใช้จ่ายภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ คะเนว่าตลาดรวมไฟเบอร์ซีเมนต์ในปีนี้จะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่กลุ่มมหพันธ์ เติบโตขึ้นประมาณ 5-10% หรือมียอดขายรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายของไฟเบอร์ซีเมนต์ ไม่ก็แบรนด์เฌอร่า จำนวน 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายกระเบื้องหลังคา เพราะว่าในปี 58 บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 8,500 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายไฟเบอร์ซีเมนต์หรือเฌอร่า จำนวน 5,500 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องด้วยในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบ 10% เป็นพิเศษราคาซีเมนต์ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลยังมีแนวโน้มปรับขึ้น หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกมาตรการอุดหนุน แต่ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าตลาดชะลอตัว ส่วนจะปรับขึ้นราคาได้เท่าใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด

“แม้ว่าราคาไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยจะปรับขึ้นราคา แต่เมื่อเทียบกับราคาในต่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่นว่า ฟิลิปปินส์ แล้วไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยยังถูกกว่าถึง 30% ซึ่งในปัจจุบันเฌอร่าส่งออกไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก เพราะว่าเฉพาะเอเชีย พร้อมด้วยตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วน 20% จากยอดขาย 5,000 ล้านบาทต่อปี”

นางนิลุบล กล่าวต่อว่า สำหรับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด บริษัทจึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยล่าสุด เปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

1.ไม่บัวลามิเนต เฌอร่า ที่ใช้เทคโนโลยีลามิเนตแผ่นผิวลายไม้บนไฟเบอร์ซีเมนต์ เพราะว่าใช้กาว Nano Non Toxic ปลอดภัยต่อผู้อาศัย ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะผสานระหว่างแผ่นปิดผิวลายไม้กับไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์ได้อย่างทนทาน ไม่ลอกล่อนแม้มีความชื้น

2.ไม้เชิงชาย เฌอร่า รุ่นโปร ที่ทำให้ขอบหลังคาเรียบเนียน โชว์แนวร่องไม้ เด่นชัดด้วยหัวตัดเพชร มีน้ำหนักเบากว่าไม้เชิงชายทั่วไป 30% ลดขั้นตอนการติดตั้งเหลือเพียงขั้นตอนเดียวจาก 4 ขั้นตอน ประหวัดเวลา พร้อมด้วยค่าแรง ค่าติดตั้งถึง 65% เมื่อเทียบกับเชิงชายรุ่นปกติ

3.วงกบประตู พร้อมทั้งประตูเฌอร่า หมดปัญหาเรื่องการกัดแทะของปลวก วงกบบวม โก่งตัว บิดงอพร้อมด้วยผุพัง แม้ในสภาพอากาศที่เหลี่ยนแปลง ไม่ก็พื้นที่น้ำท่วม ติดตั้งง่าย ด้วยเทคโนโลยีการประกอบแบบน็อกดาวน์ กับ

  4.ไม้พื้นเฌอร่า คัลเลอร์ทรู (สีในเนื้อไม้) ผสานเทคโนโลยีการผสมเม็ดสีในเนื้อไฟเบอร์ซีเมนต์ ให้สีของเนื้อไม้

ทั้งนี้ บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่กลุ่มมหพันธ์ ได้ตั้งงบการตลาดไว้ถึง 200 ล้านบาท เพราะว่าเป็นการสร้างแบรนด์เฌอร่าให้เป็นที่รับรู้ในตลาดมากขึ้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์สินค้าใหม่ ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนร้านค้าทั่วประเทศ เพราะคิดเป็น 80% ของยอดขายทั้งหมด ส่วนอีก 20% ขายผ่านโมเดิร์นเทรด กับขายโครงการที่อยู่อาศัยโดยตรง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤศจิกายน 2557 01:41 น.

“อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้” แตกไลน์รุกคอนโดฯ ย้ำโครงการเล็กเจาะกลุ่ม พนง.

“อาร์เค” แตกไลน์รุกคอนโดฯ

“อาร์เค” แตกไลน์รุกคอนโดฯ

 

สร้างฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง “อาค์เค พร็อพเพอร์ตี้” ผลักดันองค์กรให้เติบโต ตั้งเป้าปี 58 ลงทุนเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท ตลอดทั้งบ้านเดี่ยว โฮมออฟฟิศ ทาวน์โฮม พร้อมกันนำร่องรุกตลาดคอนโดฯ แถบรามอินทรา 65 รูปแบบโลว์ไรส์ เจาะกลุ่มพนักงานรายได้ 2 หมื่นบาท/เดือน หมายเฉพาะบุกตลาดอสังหาฯ ตามหัวเมืองท่องเที่ยว นำร่องชลบุรี โครงการแนวราบ บ่งชี้ยอดขายพร้อมกับรับรู้รายได้ปี 57 ใกล้เคียง 1,200 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 59 เข้าระดมทุนในตลาด mai

นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท จำกัด หรือ “อาค์เค พร็อพเพอร์ตี้” กล่าวถึงทิศทางการลงทุนของบริษัทฯ ว่า จะมีการกระจายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสพร้อมด้วยสร้างตลาดใหม่ๆ ขึ้นมา โดยในปี 2558 ทางบริษัทฯ จะมีการเปิดโครงการรูปแบบใหม่ จากที่ปัจจุบันตลาดหลักของ อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ คือ ทาวน์โฮม โดยในแผนธุรกิจจะมีการลงทุน 4 โครงการใหม่ มูลค่าการขายโครงการไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาทแบ่งเป็น

1. โครงการบ้านเดี่ยว บริเวณรามคำแหง 130 รูปแบบบ้านเดี่ยว บนเนื้อที่โครงการ 6 ไร่ ราคาเริ่มต้นกว่า 5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 180 ล้านบาท เดาเปิดไตรมาส 3 ปีหน้า

2. โครงการคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ บนถนนรามอินทรา 65 บนเนื้อที่ 1 ไร่ มี 2 อาคาร รวม 94 ยูนิต ขนาดเริ่มต้น 24-27 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 1.2-1.8 ล้านบาท

“เป็นโครงการแรกที่รุกตลาดคอนโดมิเนียม เพราะหลักแล้ว เราจะเน้นย้ำลงทุนขนาดโครงการไม่ใหญ่ ราคาไม่แพง พร้อมกับเลือกทำเลที่มีดีมานด์เยอะ มีความคล่องตัวเป็นระบบคมนาคม ซึ่งเรามองว่าทำเลนี้ ยังมีกำลังซื้ออยู่ ซัปพลายมีไม่มาก กลุ่มลูกค้าโดยโครงการจะเป็นพนักงานที่มีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ทางอาร์เค ก็ยังมองทำเลอื่นที่จะรองรับการโครงการคอนโดมิเนียมต่อ

3. โครงการบริเวณสายไหม แบบโฮมออฟฟิศ สูง 4 ชั้น ซึ่งอยู่ด้านหน้าโครงการ จำนวน 6 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 7 ถึง 10 ล้านบาท พร้อมทั้งส่วนของทาวน์โฮม สูง 3 ชั้น จำนวน 36 ยูนิต ขนาด 20 ตารางวา ราคา 3.4-3.6 ล้านบาท กับทาวน์โฮม สูง 2 ชั้น จำนวน 140 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.5-3 ล้านบาท รวมทั้งโครงการพัฒนาบนเนื้อที่ 18 ไร่ มูลค่าการขายโครงการ 550 ล้านบาท เปิดขายไตรมาสแรกปี 58

4. โครงการบริเวณคู้บอน กม.8 บนเนื้อที่ 24 ไร่ ในเบื้องต้นจะเป็นแบบโฮมออฟฟิศ ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาทพร้อมด้วยทาวน์โฮม ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท มูลค่าเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 4 ปี 58

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    17 พฤศจิกายน 2557 12:01 น.

เอสบีลุยหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์ ผุดสาขาราชพฤกษ์เจาะลูกค้าฝั่งธนฯ

เอสบีบุกหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์

เอสบีบุกหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์

นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหารฝ่ายงานการตลาด กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่าในส่วนของ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ หลังจากที่เราได้มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แห่ง เอสบี ดีไซน์ สแควร์ โดยย้ำจุดแข็งในเรื่องของ Premium Lifestyle Brand พร้อมกับอินทีเรียดีไซน์ ซึ่งพบว่า 90% ของลูกค้าให้ความพึงพอใจกับกลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำ แสดงให้เห็นว่า เอสบี มี Brand Loyalty สูง พร้อมด้วยด้วยตอบรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,250 ล้านบาท เปิดตัว เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ บนพื้นที่กว่า 23,000 ตารางเมตร มีสินค้าสำหรับงานตกแต่งครบทุกหมวดมากกว่า 70 แบรนด์ชั้นนำ และเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดของ เอสบี ดีไซน์สแควร์

ด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน นั้นบริษัทฯ เตรียมงบอีกกว่า 50 ล้านบาทสำหรับดำเนินกิจกรรมทางการตลาด เนื่องด้วยสร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์สาขาใหม่พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งการจัดงานฉลองอย่างใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2557 พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมายมาเอาใจกลุ่มลูกค้า เช่น ลุ้นแต่งบ้านฟรี! พร้อมทั้ง เอสบี ดีไซน์สแควร์ มูลค่า 200,000 บาท, ชุดห้องราคาพิเศษ 9,900 บาท, สินค้า New Arrival Sale 50%, สินค้าลดพิเศษสูงสุด 70%, ผ่อน 0% ทั้งร้าน, รับบัตรกำนัลเงินคืนสูงสุด 25%, ลุ้นช็อปฟรี 10,000 บาท ทุกสัปดาห์ พร้อมด้วยอื่นๆ อีกมากมายโดยตั้งเป้ารายได้จากสาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ไว้ที่ประมาณ 50 ล้านบาท/เดือน

เช่นนี้มั่นใจว่าจากสัญญาณบวกของตลาด พร้อมกับจากแผนการเปิดสาขาใหม่รวมไปถึงกิจกรรมทางการตลาด ในปีนี้ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ประมาณว่าจะมีรายได้ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ประมาณอัตราเติบโตประมาณ 10% จากปีที่แล้ว โดยแบ่งรายได้จากค้าปลีก 80% โครงการ 10% พร้อมทั้งส่งออก 10% อย่างไรก็ดีในปี 2558 ทางบริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ทั้งขนาดใหญ่กับเล็กโดยเตรียมงบลงทุนรวมประมาณ 300-400 ล้านบาท เช่น เซ็นทรัลเวสท์เก็ต ขนาดพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมกับเปิดในสาขาโฮมโปรอีก 5-6 สาขา งบลงทุนสาขาละ 10 ล้านบาท เป็นอาทิ

นอกจากนี้ยังมองพื้นที่หัวเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ และพัทยา ซึ่งรูปแบบการพัฒนาน่าจะเป็นเอสบี ดีไซน์สแควร์ เนื่องจากมีที่ดินรอการพัฒนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังมีแผนจะขยายดีลเลอร์ในต่างจังหวัดเพิ่มจากปัจจุบันมีดีลเลอร์คู่ค้าอยู่กว่า 200 รายทั่วประเทศ ส่วนการส่งออกปัจจุบันมีดีลเลอร์กว่า 40 ประเทศทั่วโลก แต่มีแผนที่จะขยายดีลเลอร์เพิ่มในพม่าและเวียดนาม ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2558 ไว้ที่ประมาณ 7,700-7,800 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 10% จากปี 2557

กรมบังคับคดีหนุนขายทรัพย์สินทอดตลาดกว่า9.8หมื่นล. ดึงเงินไปสู่ระบบเศรษฐกิจ3.4หมื่นล. ปีหน้ามุ่งมั่นแสนล้าน

กรมบังคับคดีดันทรัพย์สินขายทอดตลาด9.8หมื่นล.

กรมบังคับคดีดันขายทรัพย์สินทอดตลาดกว่า9.8หมื่นล. ดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ3.4หมื่นล. ปีหน้าตั้งเป้าแสนล้าน

น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี แจงผลการผลักดันทรัพย์สินปล่อยออกจากระบบบังคับคดีในปี 2557 ว่าสามารถผลักดันทรัพย์ได้มูลค่ากว่า 98,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินที่ผลักดันออกไปคิดเป็นราคาที่ขายทรัพย์ได้กว่า 34,000 ล้านบาท เพราะว่ามีข้อน่าสังเกตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีศักยภาพผลักดันทรัพย์ได้เกินเป้าหมาย ดัง นราธิวาส ผลักดันได้ 205% ยะลา 182% กับอ.เบตง 165% ปัจจุบัน มีทรัพย์ที่รอขายทอดตลาดมูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท กว่า 163,000 รายการ แบ่งเป็นที่ดินกว่า 82,000 ล้านบาท ที่ดินพร้อมกันสิ่งปลูกสร้างกว่า 78,000 ล้านบาท และห้องชุดกว่า 62,000 ล้านบาท เนื่องด้วยการสะสางคดีดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 183,000 เรื่อง แบ่งเป็น บังคับคดีแพ่งกว่า 150,000 เรื่อง คดีล้มละลายกว่า 30,000 คดี คดีฟื้นฟูกิจการลูกหนี้กว่า 1,000 เรื่อง ที่เหลือหมายถึงกรณีวางทรัพย์กว่า 1,000 เรื่อง

อธิบดีกรมบังคับคดี เสนออีกว่า ในปีงบประมาณ 2558 ยังคงตั้งเป้าหมายผลักดันทรัพย์ให้ได้ 100,000 ล้านบาทเช่นเดิม เพราะตรวจสอบพบว่ามีคดีค้างเก่าจำนวนมาก หลายคดีไม่สามารถขายทรัพย์ได้เนื่องแต่ปัญหาสภาพทรัพย์ เยี่ยง เป็นที่ตาบอด ขณะที่จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต กับสมุย ส่วนใหญ่ทรัพย์หมายถึงโรงแรม รีสอร์ทขนาดใหญ่ มีทุนทรัพย์สูง พร้อมกับปลูกทับที่ดินหลายแปลงเปลี่ยนไปเป็นการโต้แย้งประเด็นกรรมสิทธิ์ ทำให้เปิดขายตลาดไม่ได้ อย่างไรก็ดี บางพื้นที่เริ่มผลักทรัพย์ได้คล่องขึ้น เช่นเดียวกับ จ.บุรีรัมย์ มีกรณีบุรีรัมย์พลาซ่า คดีค้างนานกว่า 20 ปี มูลค่าทรัพย์สูงกว่า 300 ล้านบาท ที่ผ่านมายังขายไม่ได้ด้วยจำเลยร้องคัดค้าน แต่ล่าสุดมีผู้สนใจซื้อคาดว่าจะผลักดันทรัพย์ออกได้ในปี 58

อธิบดีกรมบังคับคดี หยิบยก เป้าหมายนโยบายเร่งด่วนระยะ 3 เดือน(ต.ค-ธ.ค) ว่าวางไว้ 6 เป้าหมาย 9 วิธีการ โดยเป้าหมายอย่างเช่น เร่งผลักดันทรัพย์สินปล่อยออกจากระบบบังคับคดี ลดสถิติการบังคับคดี การใช้โทษปรับคดียาเสพติด พร้อมกับการแก้ไขกฏหมายเพิ่มเติม เพราะภายในเดือนต.ค.นี้ จะเสนอรมว.ยุติธรรม พิจารณาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมป.วิ.แพ่ง (ร่างมาตรา 309 จัตวา) เรื่อง การยกเว้นไม่นำเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระสำหรับนิติบุคคลอาคารชุดมาบังคับใช้กับผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด หลังเกิดปัญหาขายทอดตลาดห้องชุดชะลอตัวเกี่ยวกับผู้ซื้อใหม่ไม่ต้องการรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ นอกจากนี้ยังจะทำหนังสือถึงผอ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ให้ร่วมทำการเกลี่ยไกล่หนี้ค้างชำระเหตุด้วยขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้นานขึ้น เหตุด้วยเชื่อว่าลูกหนี้กยศ.ส่วนใหญ่ไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้

 

ไอริส กรุ๊ป จัดงาน Flea Market (ตลาดนัดศิลปะ) ที่ โครงการ เวนิส ดี ไอริส วัชรพล เริ่มวันที่ 8 พ.ย. นี้

เตรียมตัวพบกับจุดนัดพบแนวใหม่ของคนกรุงเทพ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วย มนต์เสน่ห์ด้วยศิลปะ ล่าสุด คุณกิตติพงษ์ สุมานนท์ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งค่ายไอริส กรุ๊ป ก้าวหน้าเนรมิตปลูกสร้าง “ ตลาดนัดศิลปะ ในที่ใหม่ย่านวัชรพล รูปแบบ “Flea Market” (ฟลีมาร์เก็ต) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Art-Mosphere at Venice Di Iris”(ดิ อาร์ต โมส เฟีย แอท เวนิส ดี ไอริส) ตั้งอยู่ภายในโครงการ “เวนิส ดี ไอริส วัชรพล” ที่จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งพร้อมกับการแฮงเอ้าท์ เก๋ๆ ชิลๆ สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่รวบรวมสินค้านานัปการไอเดีย พร้อมกับพบกับ “ป๊อบอัพสโตร์” หลากหลายแบบ เป็นต้นว่า แนววินเทจ ดีไอวาย อีโครักษ์โลก ครบถ้วนตื่นตาตื่นใจกับ Street Theatre ดนตรีเปิดหมวกพร้อมกับการแสดงบน Art Venue ถนนสายศิลปะ พิเศษสุด !! Meet and Greet กับศิลปินชื่อดังที่สลับสับเปลี่ยนกันทุกสัปดาห์ เป็นต้นว่า ว่าน ธนกฤต   โรส ศิรินทิพย์ แม็กซ์ เดอะว้อยซ์   สงกรานต์ เดอะว้อยซ์ เอ๊ะ จิรากร เป็นต้น พร้อมกันเปิดตลาดนำไปให้ความสุขให้คุณได้เลือกช้อปกันอย่างสุขใจ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 16.30น. – 23.00น. เริ่มวันที่ 8 พฤศจิกายน นี้ บอกได้คำเดียวว่าใครพลาดงาน คุณจะตกเทรนกันเลยทีเดียว สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-948-7711 หรือ www.venicediiris.com…***