“กลุ่มมหพันธ์” โอดต้นทุนกระโจนเกือบ 10% ปีหน้าขึ้นราคาแน่หลังแบกรับมากว่า 2 ปี

“กลุ่มมหพันธ์” สุดอั้นต้นทุนไฟเบอร์ซีเมนต์กระโจนเกือบ 10% แต่สถานการณ์ตลาดไม่เอื้อ ต้องทนแบกภาระมากว่า 2 ปี ปีหน้าผู้ผลิตปรับขึ้นราคาแน่ พร้อมเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ “เฌอร่า” หวังส่งชิงแชร์ตลาด ตั้งเป้าหมายสินปี 58 เฌอร่ากวาดรายได้ 5,500 ล้านบาท ส่วนรายได้ทั้งกลุ่มตั้งเป้าไว้ที่ 8,500 ล้านบาท

   นางนิลุบล จิราพัฒนพงศ์ รองผู้อำนวยการบริหารตลาด บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่กลุ่มมหพันธ์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ในปีนี้ถือว่าชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และราคาสินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นมาเป็นลำดับ โดยแนวโน้มปีหน้าภาพรวมตลาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ ทั้งจากการใช้จ่ายภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ คะเนว่าตลาดรวมไฟเบอร์ซีเมนต์ในปีนี้จะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่กลุ่มมหพันธ์ เติบโตขึ้นประมาณ 5-10% หรือมียอดขายรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายของไฟเบอร์ซีเมนต์ ไม่ก็แบรนด์เฌอร่า จำนวน 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายกระเบื้องหลังคา เพราะว่าในปี 58 บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 8,500 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายไฟเบอร์ซีเมนต์หรือเฌอร่า จำนวน 5,500 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องด้วยในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบ 10% เป็นพิเศษราคาซีเมนต์ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลยังมีแนวโน้มปรับขึ้น หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกมาตรการอุดหนุน แต่ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าตลาดชะลอตัว ส่วนจะปรับขึ้นราคาได้เท่าใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด

“แม้ว่าราคาไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยจะปรับขึ้นราคา แต่เมื่อเทียบกับราคาในต่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่นว่า ฟิลิปปินส์ แล้วไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยยังถูกกว่าถึง 30% ซึ่งในปัจจุบันเฌอร่าส่งออกไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก เพราะว่าเฉพาะเอเชีย พร้อมด้วยตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วน 20% จากยอดขาย 5,000 ล้านบาทต่อปี”

นางนิลุบล กล่าวต่อว่า สำหรับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด บริษัทจึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยล่าสุด เปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

1.ไม่บัวลามิเนต เฌอร่า ที่ใช้เทคโนโลยีลามิเนตแผ่นผิวลายไม้บนไฟเบอร์ซีเมนต์ เพราะว่าใช้กาว Nano Non Toxic ปลอดภัยต่อผู้อาศัย ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะผสานระหว่างแผ่นปิดผิวลายไม้กับไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์ได้อย่างทนทาน ไม่ลอกล่อนแม้มีความชื้น

2.ไม้เชิงชาย เฌอร่า รุ่นโปร ที่ทำให้ขอบหลังคาเรียบเนียน โชว์แนวร่องไม้ เด่นชัดด้วยหัวตัดเพชร มีน้ำหนักเบากว่าไม้เชิงชายทั่วไป 30% ลดขั้นตอนการติดตั้งเหลือเพียงขั้นตอนเดียวจาก 4 ขั้นตอน ประหวัดเวลา พร้อมด้วยค่าแรง ค่าติดตั้งถึง 65% เมื่อเทียบกับเชิงชายรุ่นปกติ

3.วงกบประตู พร้อมทั้งประตูเฌอร่า หมดปัญหาเรื่องการกัดแทะของปลวก วงกบบวม โก่งตัว บิดงอพร้อมด้วยผุพัง แม้ในสภาพอากาศที่เหลี่ยนแปลง ไม่ก็พื้นที่น้ำท่วม ติดตั้งง่าย ด้วยเทคโนโลยีการประกอบแบบน็อกดาวน์ กับ

  4.ไม้พื้นเฌอร่า คัลเลอร์ทรู (สีในเนื้อไม้) ผสานเทคโนโลยีการผสมเม็ดสีในเนื้อไฟเบอร์ซีเมนต์ ให้สีของเนื้อไม้

ทั้งนี้ บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่กลุ่มมหพันธ์ ได้ตั้งงบการตลาดไว้ถึง 200 ล้านบาท เพราะว่าเป็นการสร้างแบรนด์เฌอร่าให้เป็นที่รับรู้ในตลาดมากขึ้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์สินค้าใหม่ ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนร้านค้าทั่วประเทศ เพราะคิดเป็น 80% ของยอดขายทั้งหมด ส่วนอีก 20% ขายผ่านโมเดิร์นเทรด กับขายโครงการที่อยู่อาศัยโดยตรง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤศจิกายน 2557 01:41 น.

“อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้” แตกไลน์รุกคอนโดฯ ย้ำโครงการเล็กเจาะกลุ่ม พนง.

“อาร์เค” แตกไลน์รุกคอนโดฯ

“อาร์เค” แตกไลน์รุกคอนโดฯ

 

สร้างฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง “อาค์เค พร็อพเพอร์ตี้” ผลักดันองค์กรให้เติบโต ตั้งเป้าปี 58 ลงทุนเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท ตลอดทั้งบ้านเดี่ยว โฮมออฟฟิศ ทาวน์โฮม พร้อมกันนำร่องรุกตลาดคอนโดฯ แถบรามอินทรา 65 รูปแบบโลว์ไรส์ เจาะกลุ่มพนักงานรายได้ 2 หมื่นบาท/เดือน หมายเฉพาะบุกตลาดอสังหาฯ ตามหัวเมืองท่องเที่ยว นำร่องชลบุรี โครงการแนวราบ บ่งชี้ยอดขายพร้อมกับรับรู้รายได้ปี 57 ใกล้เคียง 1,200 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 59 เข้าระดมทุนในตลาด mai

นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท จำกัด หรือ “อาค์เค พร็อพเพอร์ตี้” กล่าวถึงทิศทางการลงทุนของบริษัทฯ ว่า จะมีการกระจายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสพร้อมด้วยสร้างตลาดใหม่ๆ ขึ้นมา โดยในปี 2558 ทางบริษัทฯ จะมีการเปิดโครงการรูปแบบใหม่ จากที่ปัจจุบันตลาดหลักของ อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ คือ ทาวน์โฮม โดยในแผนธุรกิจจะมีการลงทุน 4 โครงการใหม่ มูลค่าการขายโครงการไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาทแบ่งเป็น

1. โครงการบ้านเดี่ยว บริเวณรามคำแหง 130 รูปแบบบ้านเดี่ยว บนเนื้อที่โครงการ 6 ไร่ ราคาเริ่มต้นกว่า 5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 180 ล้านบาท เดาเปิดไตรมาส 3 ปีหน้า

2. โครงการคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ บนถนนรามอินทรา 65 บนเนื้อที่ 1 ไร่ มี 2 อาคาร รวม 94 ยูนิต ขนาดเริ่มต้น 24-27 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 1.2-1.8 ล้านบาท

“เป็นโครงการแรกที่รุกตลาดคอนโดมิเนียม เพราะหลักแล้ว เราจะเน้นย้ำลงทุนขนาดโครงการไม่ใหญ่ ราคาไม่แพง พร้อมกับเลือกทำเลที่มีดีมานด์เยอะ มีความคล่องตัวเป็นระบบคมนาคม ซึ่งเรามองว่าทำเลนี้ ยังมีกำลังซื้ออยู่ ซัปพลายมีไม่มาก กลุ่มลูกค้าโดยโครงการจะเป็นพนักงานที่มีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ทางอาร์เค ก็ยังมองทำเลอื่นที่จะรองรับการโครงการคอนโดมิเนียมต่อ

3. โครงการบริเวณสายไหม แบบโฮมออฟฟิศ สูง 4 ชั้น ซึ่งอยู่ด้านหน้าโครงการ จำนวน 6 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 7 ถึง 10 ล้านบาท พร้อมทั้งส่วนของทาวน์โฮม สูง 3 ชั้น จำนวน 36 ยูนิต ขนาด 20 ตารางวา ราคา 3.4-3.6 ล้านบาท กับทาวน์โฮม สูง 2 ชั้น จำนวน 140 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.5-3 ล้านบาท รวมทั้งโครงการพัฒนาบนเนื้อที่ 18 ไร่ มูลค่าการขายโครงการ 550 ล้านบาท เปิดขายไตรมาสแรกปี 58

4. โครงการบริเวณคู้บอน กม.8 บนเนื้อที่ 24 ไร่ ในเบื้องต้นจะเป็นแบบโฮมออฟฟิศ ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาทพร้อมด้วยทาวน์โฮม ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท มูลค่าเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 4 ปี 58

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    17 พฤศจิกายน 2557 12:01 น.

เอสบีลุยหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์ ผุดสาขาราชพฤกษ์เจาะลูกค้าฝั่งธนฯ

เอสบีบุกหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์

เอสบีบุกหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์

นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหารฝ่ายงานการตลาด กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่าในส่วนของ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ หลังจากที่เราได้มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แห่ง เอสบี ดีไซน์ สแควร์ โดยย้ำจุดแข็งในเรื่องของ Premium Lifestyle Brand พร้อมกับอินทีเรียดีไซน์ ซึ่งพบว่า 90% ของลูกค้าให้ความพึงพอใจกับกลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำ แสดงให้เห็นว่า เอสบี มี Brand Loyalty สูง พร้อมด้วยด้วยตอบรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,250 ล้านบาท เปิดตัว เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ บนพื้นที่กว่า 23,000 ตารางเมตร มีสินค้าสำหรับงานตกแต่งครบทุกหมวดมากกว่า 70 แบรนด์ชั้นนำ และเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดของ เอสบี ดีไซน์สแควร์

ด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน นั้นบริษัทฯ เตรียมงบอีกกว่า 50 ล้านบาทสำหรับดำเนินกิจกรรมทางการตลาด เนื่องด้วยสร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์สาขาใหม่พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งการจัดงานฉลองอย่างใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2557 พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมายมาเอาใจกลุ่มลูกค้า เช่น ลุ้นแต่งบ้านฟรี! พร้อมทั้ง เอสบี ดีไซน์สแควร์ มูลค่า 200,000 บาท, ชุดห้องราคาพิเศษ 9,900 บาท, สินค้า New Arrival Sale 50%, สินค้าลดพิเศษสูงสุด 70%, ผ่อน 0% ทั้งร้าน, รับบัตรกำนัลเงินคืนสูงสุด 25%, ลุ้นช็อปฟรี 10,000 บาท ทุกสัปดาห์ พร้อมด้วยอื่นๆ อีกมากมายโดยตั้งเป้ารายได้จากสาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ไว้ที่ประมาณ 50 ล้านบาท/เดือน

เช่นนี้มั่นใจว่าจากสัญญาณบวกของตลาด พร้อมกับจากแผนการเปิดสาขาใหม่รวมไปถึงกิจกรรมทางการตลาด ในปีนี้ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ประมาณว่าจะมีรายได้ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ประมาณอัตราเติบโตประมาณ 10% จากปีที่แล้ว โดยแบ่งรายได้จากค้าปลีก 80% โครงการ 10% พร้อมทั้งส่งออก 10% อย่างไรก็ดีในปี 2558 ทางบริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ทั้งขนาดใหญ่กับเล็กโดยเตรียมงบลงทุนรวมประมาณ 300-400 ล้านบาท เช่น เซ็นทรัลเวสท์เก็ต ขนาดพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมกับเปิดในสาขาโฮมโปรอีก 5-6 สาขา งบลงทุนสาขาละ 10 ล้านบาท เป็นอาทิ

นอกจากนี้ยังมองพื้นที่หัวเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ และพัทยา ซึ่งรูปแบบการพัฒนาน่าจะเป็นเอสบี ดีไซน์สแควร์ เนื่องจากมีที่ดินรอการพัฒนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังมีแผนจะขยายดีลเลอร์ในต่างจังหวัดเพิ่มจากปัจจุบันมีดีลเลอร์คู่ค้าอยู่กว่า 200 รายทั่วประเทศ ส่วนการส่งออกปัจจุบันมีดีลเลอร์กว่า 40 ประเทศทั่วโลก แต่มีแผนที่จะขยายดีลเลอร์เพิ่มในพม่าและเวียดนาม ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2558 ไว้ที่ประมาณ 7,700-7,800 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 10% จากปี 2557

กรมบังคับคดีหนุนขายทรัพย์สินทอดตลาดกว่า9.8หมื่นล. ดึงเงินไปสู่ระบบเศรษฐกิจ3.4หมื่นล. ปีหน้ามุ่งมั่นแสนล้าน

กรมบังคับคดีดันทรัพย์สินขายทอดตลาด9.8หมื่นล.

กรมบังคับคดีดันขายทรัพย์สินทอดตลาดกว่า9.8หมื่นล. ดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ3.4หมื่นล. ปีหน้าตั้งเป้าแสนล้าน

น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี แจงผลการผลักดันทรัพย์สินปล่อยออกจากระบบบังคับคดีในปี 2557 ว่าสามารถผลักดันทรัพย์ได้มูลค่ากว่า 98,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินที่ผลักดันออกไปคิดเป็นราคาที่ขายทรัพย์ได้กว่า 34,000 ล้านบาท เพราะว่ามีข้อน่าสังเกตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีศักยภาพผลักดันทรัพย์ได้เกินเป้าหมาย ดัง นราธิวาส ผลักดันได้ 205% ยะลา 182% กับอ.เบตง 165% ปัจจุบัน มีทรัพย์ที่รอขายทอดตลาดมูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท กว่า 163,000 รายการ แบ่งเป็นที่ดินกว่า 82,000 ล้านบาท ที่ดินพร้อมกันสิ่งปลูกสร้างกว่า 78,000 ล้านบาท และห้องชุดกว่า 62,000 ล้านบาท เนื่องด้วยการสะสางคดีดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 183,000 เรื่อง แบ่งเป็น บังคับคดีแพ่งกว่า 150,000 เรื่อง คดีล้มละลายกว่า 30,000 คดี คดีฟื้นฟูกิจการลูกหนี้กว่า 1,000 เรื่อง ที่เหลือหมายถึงกรณีวางทรัพย์กว่า 1,000 เรื่อง

อธิบดีกรมบังคับคดี เสนออีกว่า ในปีงบประมาณ 2558 ยังคงตั้งเป้าหมายผลักดันทรัพย์ให้ได้ 100,000 ล้านบาทเช่นเดิม เพราะตรวจสอบพบว่ามีคดีค้างเก่าจำนวนมาก หลายคดีไม่สามารถขายทรัพย์ได้เนื่องแต่ปัญหาสภาพทรัพย์ เยี่ยง เป็นที่ตาบอด ขณะที่จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต กับสมุย ส่วนใหญ่ทรัพย์หมายถึงโรงแรม รีสอร์ทขนาดใหญ่ มีทุนทรัพย์สูง พร้อมกับปลูกทับที่ดินหลายแปลงเปลี่ยนไปเป็นการโต้แย้งประเด็นกรรมสิทธิ์ ทำให้เปิดขายตลาดไม่ได้ อย่างไรก็ดี บางพื้นที่เริ่มผลักทรัพย์ได้คล่องขึ้น เช่นเดียวกับ จ.บุรีรัมย์ มีกรณีบุรีรัมย์พลาซ่า คดีค้างนานกว่า 20 ปี มูลค่าทรัพย์สูงกว่า 300 ล้านบาท ที่ผ่านมายังขายไม่ได้ด้วยจำเลยร้องคัดค้าน แต่ล่าสุดมีผู้สนใจซื้อคาดว่าจะผลักดันทรัพย์ออกได้ในปี 58

อธิบดีกรมบังคับคดี หยิบยก เป้าหมายนโยบายเร่งด่วนระยะ 3 เดือน(ต.ค-ธ.ค) ว่าวางไว้ 6 เป้าหมาย 9 วิธีการ โดยเป้าหมายอย่างเช่น เร่งผลักดันทรัพย์สินปล่อยออกจากระบบบังคับคดี ลดสถิติการบังคับคดี การใช้โทษปรับคดียาเสพติด พร้อมกับการแก้ไขกฏหมายเพิ่มเติม เพราะภายในเดือนต.ค.นี้ จะเสนอรมว.ยุติธรรม พิจารณาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมป.วิ.แพ่ง (ร่างมาตรา 309 จัตวา) เรื่อง การยกเว้นไม่นำเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระสำหรับนิติบุคคลอาคารชุดมาบังคับใช้กับผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด หลังเกิดปัญหาขายทอดตลาดห้องชุดชะลอตัวเกี่ยวกับผู้ซื้อใหม่ไม่ต้องการรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ นอกจากนี้ยังจะทำหนังสือถึงผอ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ให้ร่วมทำการเกลี่ยไกล่หนี้ค้างชำระเหตุด้วยขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้นานขึ้น เหตุด้วยเชื่อว่าลูกหนี้กยศ.ส่วนใหญ่ไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้

 

ไอริส กรุ๊ป จัดงาน Flea Market (ตลาดนัดศิลปะ) ที่ โครงการ เวนิส ดี ไอริส วัชรพล เริ่มวันที่ 8 พ.ย. นี้

เตรียมตัวพบกับจุดนัดพบแนวใหม่ของคนกรุงเทพ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วย มนต์เสน่ห์ด้วยศิลปะ ล่าสุด คุณกิตติพงษ์ สุมานนท์ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งค่ายไอริส กรุ๊ป ก้าวหน้าเนรมิตปลูกสร้าง “ ตลาดนัดศิลปะ ในที่ใหม่ย่านวัชรพล รูปแบบ “Flea Market” (ฟลีมาร์เก็ต) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Art-Mosphere at Venice Di Iris”(ดิ อาร์ต โมส เฟีย แอท เวนิส ดี ไอริส) ตั้งอยู่ภายในโครงการ “เวนิส ดี ไอริส วัชรพล” ที่จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งพร้อมกับการแฮงเอ้าท์ เก๋ๆ ชิลๆ สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่รวบรวมสินค้านานัปการไอเดีย พร้อมกับพบกับ “ป๊อบอัพสโตร์” หลากหลายแบบ เป็นต้นว่า แนววินเทจ ดีไอวาย อีโครักษ์โลก ครบถ้วนตื่นตาตื่นใจกับ Street Theatre ดนตรีเปิดหมวกพร้อมกับการแสดงบน Art Venue ถนนสายศิลปะ พิเศษสุด !! Meet and Greet กับศิลปินชื่อดังที่สลับสับเปลี่ยนกันทุกสัปดาห์ เป็นต้นว่า ว่าน ธนกฤต   โรส ศิรินทิพย์ แม็กซ์ เดอะว้อยซ์   สงกรานต์ เดอะว้อยซ์ เอ๊ะ จิรากร เป็นต้น พร้อมกันเปิดตลาดนำไปให้ความสุขให้คุณได้เลือกช้อปกันอย่างสุขใจ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 16.30น. – 23.00น. เริ่มวันที่ 8 พฤศจิกายน นี้ บอกได้คำเดียวว่าใครพลาดงาน คุณจะตกเทรนกันเลยทีเดียว สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-948-7711 หรือ www.venicediiris.com…***

เรียลแอสเสท เตียมจัดโปรโมชั่น เต็มแม็ก กระตุ้นยอดขาย The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์

เรียลแอสเสทฯ โหมโปรโมชัน เพื่อมอบของขวัญให้ลูกค้าที่สนใจคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้า กับโครงการเดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ โครงการแรกของบริษัทฯ หมายมั่นยอดขายจากโครงการนี้ 1,000 ล้านบาท ก่อนสิ้นปี

นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม พร้อมทั้งโฮมออฟฟิศ กล่าวว่า เดอะ สเตจ ไฮไรส์คอนโดฯ โครงการแรกของบริษัทฯ โดยโครงการนี้มีความโดดเด่นด้านทำเลเป็นสำคัญ คือ ใกล้ Mass Transit บรรยากาศภายในตอกย้ำความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวโครงการมาจนปัจจุบัน เราสามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเพื่อให้บรรลุยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี ทางบริษัทฯ จึงขอส่งโปรโมชันเพราะกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านต้นๆ พร้อมทั้งผ่อนเริ่มต้น 5,000 บาท/เดือน พร้อมรับส่วนลดมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยโปรโมชันดังกล่าวจะมอบให้ลูกค้าที่สนใจในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ณ โครงการ เดอะ สเตจ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์

เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์สาย 2 มีมูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท แนวคิดในการออกแบบ คือ การผสมผสานความงดงามของไม้ พร้อมกับความอ่อนโยนด้วยสายน้ำมานำไปใช้ โดยดึงคุณลักษณะของไม้ (Character of wood) มาจัดวางในระนาบที่แตกต่าง และนำสายน้ำมาใช้เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว ราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 3-3-84.9 ไร่ ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน อินเตอร์เชนจ์ แค่ 400 เมตร เป็นอาคารสูง 1 อาคาร จำนวน 36 ชั้น 773 ยูนิต พร้อมกับชอปเฮาส์ จำนวน 4 ชอป เริ่มต้นห้องด้วยขนาดสตูดิโอขนาด 26.3 ตร.ม., 32.2 ตร.ม. พร้อมทั้งแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 56.1 ตร.ม. พร้อมด้วย 61.4 ตร.ม. ลิฟต์โดยสาร 4 ตัว และลิฟต์สำหรับขนส่งอีก 1 ตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องฟิตเนส ห้องอ่านหนังสือ สระว่ายน้ำ แบบ Infinity Edge ยาว 25 เมตร ห้องเซาน่า พร้อมทั้งห้องซักรีดส่วนกลาง

เรียนรู้ 4 ผลร้ายไปจากการถือเอาประโยชน์ ยาฆ่าแมลง ที่มีอยู่สารตกค้าง

แห่งสมัยก่อนโน้นที่อีกทั้งไม่รู้จักการใช้ ยาฆ่าแมลง  ที่เป็นการฉีดสารเคมี ลงบนผัก เพื่อทำลายพืช ,แมลง  หรือไม่ก็ เร่งการผลิต ก็เป็นเหตุให้คนไทยทำเป็นปลูกผักได้ทางวิธีแบบธรรมชาติ แต่กระนั้นในสมัยนี้ ยาฆ่าแมลง ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีข้อความจำเป็นต้องดั่งมากสู่การกำจัดแมลงที่เป็นพาหะของตัวนำโรคต่างๆ ซึ่งถือได้ว่าอาจทำเอามีการเสี่ยงของสารเคมีที่อยู่ใน  ยาฆ่าแมลง  ตกค้าง ต่างว่าผู้ปฏิบัติใช้  ยาฆ่าแมลง หามิได้ถูกต้อง มาเรียนกันว่า ยาฆ่าแมลง นั้นจะตกค้างอยู่ในรูปแบบใด และจะมีป้องกันได้อย่างไรใดบ้าง

การรวบรวมผลผลิตโลดกว่ากำหนด กระทำการมอบ  ยาฆ่าแมลง อุบัติสารที่ยังตกค้างอยู่
ตราบใดมีการฉีด ยาฆ่าแมลง ยอมบนพืชผัก สวนครัว และยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว  แต่เกษตรกรกลับรีบเก็บผลผลิตของตัวเองก่อนเวลาที่กำหนด   เหตุด้วยการฉีด  ยาฆ่าแมลง เพราะด้วยไล่หนู หรือแมลง ไม่ให้มารบกวนผลผลิตหรือพืชผักขอตัวเองเท่านั้น  ซึ่งหลังจากฉีดไปแล้ว และทำการรีบเก็บ ก็จะทำให้เกิดการตกค้างของสารพิษ ณอยู่ในรูปของยา ยาฆ่าแมลง นั่นเอง

ล้างผักเพราะว่าการทะลุทะลวงน้ำ เกี่ยวกับให้เกิดความปลอดภัยจาก ยาฆ่าแมลง
หากไม่เชื่อมั่นว่าผัก หรือไม่ข้าวปลาอาหารที่คุณนำมาเช่นนั้นปลอดภัยจาก  ยาฆ่าแมลง ที่เป็นสารพิศตกค้างหรือเปล่า ให้ใช้วิธีเบื้องต้นรวมความว่า การเปิดเผยน้ำก๊อกต่อจากนั้นนำผักที่จะล้างไปรองใต้ก๊อก เพื่อหมายความว่าการชะล้างแบบน้ำไหลผ่าน พร้อมด้วยควรทำหลายๆครั้ง ซึ่งเป็นได้ใช้วิธีนี้ได้ทั้งผัก ละเนื้อสัตว์ครับ

สารตกค้างเพื่อ  ยาฆ่าแมลง แห่งอยู่ในพืชผัก
เพื่อ ยาฆ่าแมลง  ที่คือสารเคมีบางตัวทำได้มีการสลายโต๋ได้มายาก ซึ่งจะทำเอาให้มี ยาฆ่าแมลง พร้อมด้วยสารพิษตกค้างอยู่ที่ผัก ซึ่งรากพืชที่ปะทะสารตกค้างนั้น จะซึมซับเอาพิษเคลื่อนด้วย  จากนั้นก็จะวนเวียนมาสะสมอยู่ในสัตว์ที่กินพืชที่  ยาฆ่าแมลง ลงไป แล้วครั้นเมื่อคนมากินสัตว์ตัวนั้น ก็จะบังเกิดการสั่งสมของ ยาฆ่าแมลง ซึ่งจะมาหาเก็บพิษในที่ร่างกายเรารองลงไป

สารตกค้างไม่ก็ ยาฆ่าแมลง จะอยู่ในรูปแบบอาหารต่างๆ
ยาฆ่าแมลง ที่คือสารเคมีตกค้างโน่น ค่อนข้างจะอยู่ใน ผัก  เนื้อสัตว์ตากแห้ง อย่างเนื้อเค็ม ปลาเค็ม หรือพวกของหมักดองต่างๆ เพื่อส่วนใหญ่ คนขายค่อนข้างจะฉีด ยาฆ่าแมลง ด้วยไล่หนอนหรือแมลงประการใดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบให้เกิด มีขึ้นสารตกค้างที่มาหาจาก ยาฆ่าแมลง ที่ผู้ใช้ นำไปใช้ดุจผิดวิธีนั่นเอง

เหตุเพราะ ยาฆ่าแมลง ที่กระผมกินก็ดีสูดดมไป สมมุติประกอบด้วยการแพ้อย่างรุนแรง คุณอาจมีอริยาบท หน้ามืด ทั้งเป็นลม คลื่นไส้ ไม่ก็หมดสติ พร้อมด้วยรุนแรงจนอาจจดแก่ชีวิตได้ถ้าหากมีการเก็บนานมาก ควรตั้งต้นหาวิธีป้องกันก่อนที่ชีวีจะไม่เหลือให้เข่นฆ่าแมลง นะขา

ทำไมเราถึงต้องเลือก บ้าน scg ใครรู้บ้าง

ผมเลื่อมใสว่า อาจจะจะมิมีใครที่ไม่เจนได้ยินชื่อของSCG เนื่องมาจากบริษัทมีอุตสาหกรรมเรื่องการก่อสร้างตกแต่งบ้าน อยู่ในลำดับขั้นแนวหน้าข้าวของเครื่องใช้ประเทศไทยมาสู่หลายยุคหลายช่วงเวลาจนทำอุปการะแบรนด์ SCG นั้นเป็นที่ยอมรับข้าวของทั้งคนไทยด้วยกันชาวต่างประเทศ ซึ่ง บ้าน scg ก็เช่นเดียวกัน งานทำการตลาดเครื่องใช้ SCG เพราะว่าการออกแบบ บ้าน scg ขึ้นมากำหนดว่าค่อนข้างเป็นที่ฮือฮา ในวงงานก่อสร้างอยู่มากเลยครับ เกี่ยวกับ บ้าน scg นั้นถือว่าดำรงฐานะบ้านคุณลักษณะที่ได้รับการยอมรับพลัดพรากหลายๆสถาบัน กับส่งผลทำให้ประชาชนกอบด้วยกรณีกระตือรือร้น ตื่นตัวในเรื่องของบ้านคุณภาพอีกเกี่ยวกับครับ

1.บ้าน scg มีการเพิ่มขึ้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ทรงไว้เสมอ
เนื่องจากบริษัทSCG เป็นบริษัท ณนวัตกรรม ทำให้ บ้าน scg ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีทางนวัตกรรมที่เทียมถึงสมัยเพราะมีจุดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การมีชีวิตบ้านประหยัดพลังงาน พันธุ์โครงสร้างพนักต่างๆถูกออกแบบมาด้วยวัสดุชั้นยอด โดยครรลอง SCG เองมีการพัฒนาและวิจัยแลงานสรรพสิ่งตนเองอยู่ประจำ 2 ทำให้ในวงกลมการก่อสร้าง SCG ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งมาหลายยุคหลายสมัย รวมทั้งการพัฒนาร้าน ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท มาหาทำตลาดผู้บริโภครายย่อยทำให้ ชื่อของ บ้าน scg ยิ่งเป็นที่รู้จักและคุ้นหูจัดยิ่งขึ้นครับ โดยเฉพาะภายในเครือ ของ SCG ยังมีการประกวดนวัตกรรมต่างๆภายในเครือเอง ซึ่งทำให้มีการประชันขันกันภายในเครือ ทำให้มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมาสึงเสมอ

2.บ้าน scg มีมาตรฐานพร้อมทั้งคุณภาพเป็นที่ยอมรับในประเภทสากล
แน่นอนครับหากทรรศนะเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพ บ้าน scg กินขาดครับ เพราะผลิตภัณฑ์ของทาง บ้าน scg นอกจากจะคว้ารับมาตรฐานพร้อมด้วยการยอมตามรับโดยคนไทยแล้ว ด้วยว่าในต่างประเทศเอง scg ถือว่ามีชีวิตบริษัทคนไทยที่ได้รับการยอมรับฉิบหายที่สุดบริษัทหนึ่งเลยก็ว่าได้ อีกด้วยการพัฒนาของ บริษัทมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานับ 100 ปี ทำให้ scg ทำได้ออกมายืนอยู่บนบานศาลกล่าวแนวหน้าของตลาดได้ โดย บ้าน scg นั้นเลือกใช้แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะ ดังนั้นสมมติว่าเราเลือก บ้าน scg แล้วก็จะประกอบกิจให้เราเก่งมั่นใจได้ถึงข้อคุณภาพครับ
บ้าน scg นั้นถือว่าสดผลิตภัณฑ์ชิ้นยอด ที่ได้รับการพัฒนา บ้าน SCG ซึ่งหากท่านต้องการจะสร้างบ้านสักหลังที่ยังมีชีวิตอยู่บ้านที่ประกอบด้วยคุณภาพ พร้อมด้วยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยมแล้ว ผมไว้ใจว่า บ้าน scg น่าจะตอบโจทย์กับความต้องการของท่านได้ครับ

ด้วยว่าท่านใดที่ยังลังเลกับ บ้าน scg นั้นผมตั้งใจจะชี้นำนำท่านว่าร้ายลองเข้าไปดูในเว็บไซต์สิ่งของบริษัทหรือไม่หาเวลาเปล่าไปดูพวกงานชี้ผลิตภัณฑ์งานก่อสร้างต่างๆดูครับแล้วท่านจะเขาใจว่าทำไมคนถึงต้องลงคะแนนเสียง บ้าน scg ครับ ซึ่งไม่ได้เป็นการโฆษณาเกินตัวล่วงครับ